ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ในดินแดนอุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัดนัก แต่จากบันทึกของนักเดินทางชาวจีนทําให้เราพอรู้ได้ว่าในช่วง พ.ศ.1100-1200 พื้นที่ในแถบอุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีขนบการไว้ทุกข์แล้ว
ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน พบหลักฐานเกี่ยวกับการไว้ทุกข์ปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านบันทึกและจดหมายเหตุของชาวต่างชาติหลายชิ้น จึงทำให้เรารู้ถึงธรรมเนียมการไว้ทุกข์ด้วยการแต่งกายด้วยชุดสีขาว นอกจากนี้ยังมีการโกนผมเพื่อแสดงความอาลัย
เชื่อว่าในดินแดนแถบนี้มีการนุ่งขาวไว้ทุกข์ ที่อาจเป็นขนบมาจากจีน ขณะที่การโกนผมไว้ทุกข์อาจรับมาจากอินเดีย นั่นเพราะยังพบการโกนผมไว้ทุกข์ในอินเดียจนทุกวันนี้
สำหรับการโกนผมไว้ทุกข์ของชาวสยามในอดีตจะปฏิบัติเมื่อบุพการีและญาติผู้ใหญ่ได้ตายลง แต่ในระบบไพร่ ที่ถือว่า “มูลนาย” เป็นผู้ที่มีความสําคัญ ดังนั้นเมื่อมูลนายของตนตายลง ไพร่ในสังกัดก็จะโกนผมเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ และหากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต มูลนายและไพร่จะต้องมีการโกนผมทั้งแผ่นดิน
ธรรมเนียมการโกนผมอันเป็นการแสดงเกียรติยศแบบเก่า เริ่มเป็นสิ่งพ้นสมัยมาตั้งแต่ ร.5 เนื่องจากไม่เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยอีกต่อไป โดยมีการประกาศยกเลิกการโกนผมไว้ทุกข์ให้กับเจ้านาย และพระมหากษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อคราว ร.5 เสด็จสวรรคต วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2454
แม้การโกนผมไว้ทุกข์จะถูกยกเลิก แต่ธรรมเนียมการนุ่งผ้าไว้ทุกข์ยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัดว่า เมื่อเวลาล่วงมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ได้เกิดพัฒนาการนุ่งผ้าไว้ทุกข์ด้วยสีใดอีกบ้าง
จนล่วงเข้าสู่รัชสมัย ร. 5 อันเป็นห้วงเวลาที่ราชสํานักสยามได้รับอิทธิพลจากตะวันตกอย่างเต็มที่ ทําให้เริ่มมีการปรับแบบแผนการแต่งสีไว้ทุกข์ใหม่ โดย ร. 5 ทรงมีพระบรมราชโองการ “ประกาศนุ่งขาว” ในปีพ.ศ. 2430 ทำให้เรารู้ว่า ก่อนหน้านั้นในราชสำนักมีการแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยสีต่าง ๆ มากถึง 4 แบบ
ด้วยเหตุที่การแต่งกายไว้ทุกข์มีความซับซ้อน ร. 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ลดการแต่งกายไว้ทุกข์เหลือเพียงสองแบบคือ
๑. แต่งขาวล้วน สำหรับผู้ไว้ทุกข์ที่เป็นญาติที่มีอายุต่ำกว่าผู้ตาย ผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติแต่มีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าผู้ตาย หรือต้องการแต่งเพื่อแสดงความนับถือต่อผู้ตาย
๒. แต่งดำล้วน หรือห่มขาว สำหรับผู้ไว้ทุกข์ที่เป็นญาติสนิทที่มีอายุมากกว่าผู้ตาย ผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติแต่มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าผู้ตาย หรืออาจเป็นเพียงญาติห่างๆ ที่มีอายุน้อยกว่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในสาขาญาติตามผังเครือญาติที่ปรากฏตามประกาศ
ธรรมเนียมการแต่งกายแบบนี้ได้เริ่มใช้ตั้งแต่งานพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ใน พ.ศ.๒๔๓๐ เป็นต้นมา
แม้ธรรมเนียมการแต่งกายไว้ทุกข์ของราชสํานักอาจดูเคร่งครัด แต่ไม่ใช่สำหรับงานศพของชาวบ้านทั่วไป
ดังเช่นภาพจิตรกรรมงานศพในพระอุโบสถวัดมหาสมณาราม จังหวัดเพชรบุรี ปรากฏภาพคนร่วมงานนุ่งผ้าที่มีสีสันหลากหลาย
เช่นเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดทองธรรมชาติวรวิหาร กรุงเทพมหานคร มีภาพชาวบ้านทั่วไปที่มาชมมหรสพในการถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสันหลากหลายเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่า ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ในประเทศไทย คือการรับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าสู่สังคม แม้จะมีรูปแบบชัดเจน แต่ก็ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะกลายเป็นมารยาททางสังคมปัจจุบันที่ทุกคนต่างต้องถือปฏิบัติตาม และหากผู้ใดกล้าทำผิดกาลเทศะก็อาจถูกประณามอย่างรุนแรง โดยที่ต่างคนต่างกลับไม่เคยรู้เลยว่า แท้จริงแล้วรากเหง้าความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ของ “การไว้ทุกข์” จริง ๆ แล้วคืออะไรกันแน่
Source