อีกครั้งกับการเดินทางสู่กัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านของไทย กับสมาชิกแฟนคลับประวัติศาสตร์นอกตำรา พร้อมด้วยทีมงานรวมกว่า 40 ชีวิต เพื่อร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของอาณาจักรพระนคร กับเรื่องราวของ “มเหนทรบรรพต” ราชธานีที่เคยเชื่อว่าสาบสูญ แต่บัดนี้ได้ถูกค้นพบ และเผยโฉมออกสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น
ไม่มีทางเลือกอื่นใดสำหรับการเดินทางสำรวจ “มเหนทรบรรพต” นอกเสียจากการใช้รถจักรยานยนต์วิ่งไปบนเส้นทางเล็ก ๆ อันคดเคี้ยว และขรุขระของอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน ซึ่งแม้หนทางจะยากลำบากเพียงใด แต่นี่คืออีกหนึ่งรสชาติของการเสพความรู้ทางประวัติศาสตร์ และแหล่งโบราณคดีอันน่าจดจำ
จุดหมายแรกของเราอยู่ที่ “ปราสาทอารามโรงเจิน” บนยอดเขาท่ามกลางผืนป่า เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 และมีความสำคัญที่สุดของมเหนทรบรรพต สถานที่ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกอบพิธีเทวราชาอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกาศอิสระภาพจากชวา
ขณะเดียวกันยังเป็นการประกาศถึงจุดเริ่มต้นของการสถาปนาลัทธิเทวราชขึ้นเป็นครั้งแรก
ปราสาทอีกหลังคือ “ปราสาทโอทมอดอป” เป็นปราสาทสำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ค่อนข้างดี โดยยปรากฏลักษณะทางสถาปัตยกรรม ทั้งเรือนธาตุ ทับหลัง รวมถึงลวดลายแกะสลักที่ถูกฉาบด้วยปูนปั้นหลงเหลือให้เห็นอยู่บางส่วน บ่งบอกถึงรูปแบบศิลปะเขมรแบบ “กุเลน” ที่เป็นเอกลักษณ์ ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ซึ่งได้พัฒนามาจากยุคก่อนเมืองพระนคร และจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพระนครในอนาคต
“ปราสาทดำเรยกราบ” เป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 3 หลัง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ไม่ปรากฏจารึกระบุแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้างที่นี่ แต่จากอายุของสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมทำให้เทียบเคียงได้ว่า ปราสาทหลังกลางน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เมื่อแรกสถาปนามเหนทรบรรพต
ความน่าสนใจของ “ปราสาทดำเรยกราบ” คือ การเป็นปราสาทในศิลปะจามเพียงแห่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรเขมรโบราณ แสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีกับอาณาจักรจามปาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การตั้งถิ่นฐานของชาวจามบนพนมกุเลน หรือความสัมพันธ์ทางการศาสนา หรืองานช่างระหว่างทั้งสองอาณาจักร
ห่างจาก “ปราสาทดำเรยกราบ” ราว 3 กม. ยังมีสถานที่อันน่าพิศวงมีชื่อว่า “สระดำเรย” แปลได้อย่างตรงตัวว่า “สระน้ำช้าง” โดยมีกลุ่มหินธรรมชาติขนาดใหญ่ถูกสลักเป็นรูป ช้าง และสิงโต ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้พื้นที่ที่เคยเป็นสระน้ำ ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยขอบสระศิลาแลงให้เห็นอยู่
นี่คือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงถึงทักษะด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมขั้นสูงของคนในยุคโบราณเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้วได้อย่างชัดเจน
ยังมีปราสาทที่น่าสนใจอีกหลังตั้งอยู่บนยอดเขาสูงนั่นคือ “ปราสาทกรอฮอม” หรือปราสาทแดง เป็นชื่อเรียกของผู้คนในยุคหลังตามสีของอิฐที่นำมาใช้ในการบูรณะ
จากรูปแบบสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม โดยรอบตัวปราสาทและเรือนธาตุ ทำให้เรารู้ว่า ที่นี่คือเทวสถานที่สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 1 ทรงปกครองศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองพระนคร ในช่วงเวลาหลังรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงสถาปนามเหนทรบรรพตแล้วนานร่วม 100 ปี
มเหนทรบรรพต แห่งพนมกุเลนยังพบศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างโดยกษัตริย์หลายพระองค์ในยุคหลังต่อมา ยืนยันถึงสถานความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เคยลบเลือนไปจากความทรงจำของชาวเมืองพระนคร
แม้การสำรวจมเหนทรบรรพตในครั้งนี้ จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรพระนครในยุคแรกเริ่ม แต่อย่างน้อยผู้ร่วมเดินทาง และทีมงานประวัติศาสตร์นอกตำรากว่า 40 ชีวิต ก็ได้ซึมซับถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และเริ่มต้นที่จะหาคำตอบว่า อะไรคือสิ่งที่ส่งเสริมให้ยุคเริ่มต้นของเมืองพระนครเติบโต และสร้างพลังอันแข็งแกร่ง จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นอาณาจักรที่มีบทบาทอย่างสูงในดินแดนอุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นผลสำเร็จ
ติดตามการเดินทางครั้งต่อไปของเรา ตราบใดที่เสน่ห์ของประวัติศาสตร์ยังคงเป็นสิ่งที่น่าหลงไหล ชวนให้พวกเราต้องออกเดินทางค้นหาด้วยตนเองในเร็ว ๆ นี้
Source