in

“อแมนด้า” มาแล้วไม่จกตา ปังไม่ไหว มงลงไม่หยุด | สตรีมีคลาส StreeMeClass EP256


อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม ไทยแลนด์ ด้วยความที่เรามีคุณพ่อเป็นชาวต่างชาติ แล้วก็มีคุณแม่เป็นคนไทย ต้องเป็นผู้หญิงแบบนั้นแน่ๆเลย โดนทักว่าอาทิตย์ที่แล้วน้องด้ายังสวยอยู่เลย ทำไม อาทิตย์นี้ไปทำอะไรมาสีผิวเป็นแบบนี้ ล็อคมงบ้าง ไม่สวยเลย ยิ้มเหมือนม้า ตัวเตี้ย ขาสั้น เป็นนางงามไม่เห็นจะยากไรเลย อยากจะบอก คุณพี่มาลองซักหนึ่งหนมั๊ยคะ สวัสดีค่ะ และ สวัสดีค่ะ ปรบมือต้อนรับ แขกรับเชิญของเรา อแมนด้า สวัสดีค่ะ อแมนด้า แนะนำตัวเลยค่ะ อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม ไทยแลนด์ เป็นอีกหนึ่งคนที่มีคนขอให้มาออกรายการเราหลายคนนะ และ เมื่อทำข้อมูลแล้วไม่คิดว่าจะต้องสัมภาษณ์อแมนด้าในเรื่องนี้เลย นั่นก็คือ เรื่องของแบบว่า มาตรฐานความงามต่างๆ เพราะเราคิดว่าน้องก็คือ ขนาดนี้แล้วอะ ปรากฏว่าเค้าต่อสู้มาเยอะมากเกี่ยวกับสิ่งนี้ เยอะอยู่ค่ะ มันเริ่มด้วยที่ด้าเป็นคนภูเก็ตใช่มั้ยคะ แล้วก็ มาตรฐานความงามในช่วงนั้นเนี่ย เค้าจะชอบคนที่มีผิวขาว ซึ่งเราเองก็เป็นเด็กเกาะ เด็กเกาะ เราชอบไปทะเล แต่นางชอบไปทะเลจริงๆ นางเป็นนางเงือก จริง รายการเนี้ย พี่จ๋าถามว่า เราควรจะใส่หางเงือกให้น้องมั้ย น่ารัก

เพราะว่าพี่ก็เป็นนางเงือก พี่ก็ชอบ พี่ก็คือนางเงือก พี่ก็ กำหนดตัวเองเป็นนางเงือกเหมือนกัน เค้าอะ ใส่หางเงือกน่าจะรอด แล้วเราหละ เราหละยังไง เราก็ว่าเรารอด แล้วเป็นยังไง ความเป็นแบบ สาวชาวเกาะนิดนึงอะไรเงี้ย มันทำให้เราโดนอะไรบ้างในช่วงนั้น คนก็จะมองว่า สีผิวเราไม่สวย อันที่หนูจำได้มากที่สุดเลยนะคะ ก็คือเป็นแม่ของเพื่อน ก็ทัก โดนทักว่า อาทิตย์ที่แล้วน้องด้ายังสวยอยู่เลย ทำไมอาทิตย์นี้ไปทำอะไรมา สีผิวเป็นแบบนี้ เราก็ด้วยความเป็นเด็ก เราก็งง เราก็ อ้าว แบบนี้แปลว่าไม่สวยเหรอคะ เนี่ยมันใส่หัวเด็กนะ ฝังหัวนะ ใช่ค่ะ ว่าเค้าเกิดการตัดสินตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว อ๋อนี่คือสวย อันนี้คือไม่สวย ใช่ค่ะ นอกเหนือจากว่า จะเป็นลูกครึ่ง จะแบบว่า เป็นเด็กสาวชาวเกาะ ก็คือมีคอมเมนต์ที่โดนแบบเกี่ยวกับครอบครัวด้วย ค่ะ จะโดนตัดสินค่ะ ด้วยความที่เรามีคุณพ่อเป็นชาวต่างชาติ แล้วก็มีคุณแม่เป็นคนไทย เค้าก็แบบ ต้องเป็นผู้หญิงแบบนั้นแน่เลย โกรธมาก มาตรฐานเรื่องการตัดสินอาชีพ มันไม่ได้เหมือนทุกวันนี้ นึกออกปะ อแมนด้าตอนนั้น รับมือกับมันยังไง ควันออกจากหูเลยค่ะ ด้วยความที่เราเป็นเด็กตอนนั้นด้วยนะคะ

เราก็ เราไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าต้องตัดสินแบบนั้นด้วย ในเมื่อเค้าไม่ได้อยู่ในครอบครัวเรา เค้าไม่รู้ว่า การปฏิบัติของคุณพ่อคุณแม่เนี่ย เป็นยังไง ครอบครัวเรารักกันขนาดนี้ ทำไมเค้าต้องมาพูดอะไรแบบนี้ ใช่ จริงๆ ก็ต่อสู้อยู่นะคะกับเรื่องนี้ ซักพักนึง ใช่ค่ะ เพราะว่าตอนนั้น ด้วยความที่เราเป็นเด็กด้วย แต่พอเราโตขึ้นมา เรามาคิดกลั่นกรองแล้วก็ อ๋อ โอเค มันก็อาจจะเป็นมาตรฐานของสังคม ที่เค้าอยากจะตัดสิน แต่ท้ายที่สุดแล้วอะ เค้าไม่รู้ว่าครอบครัวเราเป็นยังไง เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องเอาความคิดหรือคำพูดของเค้ามา มาทำให้ชีวิตของเรายากขึ้นอะ แต่ดีที่ตัวเองแข็งแกร่งไง ใช่ ตัวเองดีลได้อะ ไม่อย่างนั้นมันก็มีเด็กจำนวนมากที่พอโดนกลั่นแกล้งมา แล้วแบกรับไม่ได้ ก็มีเยอะนะ ก็แสดงว่าจริงๆแล้ว มาจากพื้นฐานครอบครัวที่รักกันมากๆ ใช่ค่ะ แม้แต่ตอนได้มงอะ ก็ยังโดน โดนคอมเมนต์อยู่ว่า โดนเยอะมากค่ะ ล็อคมงบ้าง ไม่สวยเลย ยิ้มเหมือนม้า ตัวเตี้ย ขาสั้น ถ้าน้องตัวเตี้ยขาสั้น แล้วพวกเราที่เหลือนี่ พี่คืออะไร ไม่ คือโอเค เข้าใจว่ามันเป็นการประกวดนางงามแล้วมันเป็นมาตรฐาน แต่ว่า นี่มันปีไหนแล้วอะ เนอะ คือมาตรฐานความงามมันควรจะเปลี่ยนไป

แต่โอเค เข้าใจ ตอนนั้นอะ คือเราเตรียมใจเตรียมตัวมาตั้งแต่ก่อนประกวด มั้ย ว่าจะโดนอะไรแบบนี้ เป็นคนที่ค่อนข้างรับมือได้กับคอมเมนต์นะคะ หมายถึงว่าแบบ กลั่นกรองความคิดตัวเองได้ว่า โอเคเค้าไม่ได้รู้จักเรา เพราะฉะนั้นอย่าเอาคำพูดเหล่านั้นมาใส่หัวเรา แต่พอมันโดนเยอะๆ อะ มันก็มีแบบ โห ไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้เลยอะ เอาจริงๆแล้ว จัดการกับการที่จะต้องรับมือกับคอมเมนต์กลับมาถามตัวเองด้วย แล้วเตรียมตัวไปประกวดต่อยังไงบ้าง ค่อนข้างหนักเลยค่ะช่วงนั้น ก็คือมีงานทุกวัน จะต้องมาโดนคอมเมนต์เยอะๆ ไหนกับการเตรียมตัวไปประกวดอีก แต่ด้าต้องบอกว่า ด้าเป็นคนที่โชคดีมาก ที่มีคนรอบข้างที่ดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็น TPN หรือว่าทีมภูเก็ตเองก็ตามที่ส่งเข้าประกวดนะคะ แล้วเราคิดว่า ความคิด หรือคอมเมนต์ของคนที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่รู้จักเรา เพราะฉะนั้นเนี่ย จะไม่เอาคอมเมนต์ของคนที่ไม่รู้จักเรามาใส่ใจเลย เพราะเค้าไม่รู้จักเรา เค้าไม่รู้หรอก แต่ละวันเราตื่นมากี่โมง เราได้นอนกี่ชั่วโมง เราฝึกหนักแค่ไหน แล้วเค้ามาเขียนอย่างนั้นหนะ โอเค ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะทำให้ดู แต่ตั้งแต่ที่ได้สัมผัสกับด้า เค้าเป็นคนอย่างนี้จริงๆนะ คือเราจะไม่รู้เลยว่าเค้าทำอะไรบ้าง แต่เค้าจะให้เราดูที่ผลที่ออกมา ว่าเค้าเปลี่ยนไปแค่ไหน เค้าพัฒนาขึ้นแค่ไหน อันนี้คืออย่างนึงที่พี่ได้จากด้าเลย แต่ก็ กว่าจะมาแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ ก็อย่างที่บอก ก็คือผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ

วันนี้เราก็จะ พูดกันเรื่องมาตรฐานความงามเลย ด้าอยู่ที่ภูเก็ตจนอายุเท่าไหร่คะ ประมาณสิบเจ็ดสิบแปดค่ะ แล้วยังไงต่อ แล้วก็ บินไปเรียนต่อที่ แคนาดา ทำไมถึงเป็น แคนาดา ณ วันนั้น เพราะว่าคุณพ่อเป็นคนแคนาดา แล้วตอนนั้นเนี่ย เรากำลังตัดสินใจอยู่ว่า โอเค จะมาเรียนต่อที่กรุงเทพดี หรือว่าไปแคนาดาดี แต่เรารู้สึกว่า อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศ แล้วก็การที่เราจะไปเรียนตรงนู้นคนเดียวเนี่ย มันน่าจะทำให้เราโตขึ้นได้เยอะ ไปคนเดียวเลย ไปคนเดียวเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็ปล่อย ปล่อยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่า โอเคถ้าจะไปอะ ให้ไปแค่แคนาดาพอนะ เพราะว่าก็พอมีญาติอยู่บ้าง ไม่ได้คนเดียวซะทีเดียว เมื่อไปเรียนที่แคนาดาเกิดอะไรขึ้นคะ เกิดอะไรขึ้น ก็เป็นโรค Eating Disorder เลยค่ะ คือ แคนาดาก็ไม่ปรานีด้าเหมือนกัน ไม่ปรานีแต่ว่า แต่แคนาดาอร่อย ของนม เนย อร่อยมาก อร่อยมาก น้ำหนักก็พุ่งเลย พุ่งแค่ไหน สิบห้ายี่สิบกิโลได้ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีด้วยนะคะ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก คือสนุก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

ที่สนุกแล้วกินอย่างมีความสุข แล้วรู้ตัวอีกทีก็คือ สิบห้ายี่สิบกิโล มีความสุขมากค่ะ แล้วก็ไปเรียนที่นู่นเนี่ย นักเรียนทุกคนจะค่อนข้างแบบ เคร่งกับเรื่องการเรียน ถ้ามีสอบเมื่อไหร่ก็คือจะไม่หลับไม่นอน จะอ่านหนังสือทั้งคืน เพราะฉะนั้นอ่านหนังสือทั้งคืนก็ หิว แล้วก็คือ ขึ้นไปยี่สิบโล พอกลับมา มาเที่ยวหรืออะไรยังไง ตอนนั้นเป็นปิดฤดูร้อนค่ะ พักปิดฤดูร้อนเลยกลับมาเมืองไทย ใช่ค่ะ แต่ว่าต้องบินกลับไปเรียนที่แคนาดาต่อ ก็เลยกลับมาแค่สามอาทิตย์ เกิดอะไรขึ้นคะ มาโดนคอมเมนต์ค่ะ วันนั้นหนูจำได้เลย ก็คือน้องชายของหนูเนี่ย เป็นเหมือน โรคอ้วนมาตั้งแต่เด็กเลย เป็นโรคอ้วนมาตั้งแต่เด็กเลย แล้ววันนั้นเนี่ย เดินไปเซเว่นด้วยกัน ไปซื้อของกิน แล้วมันจะมีคุณป้าข้างบ้าน คุณป้าข้างบ้าน ยัยป้าข้างบ้านเนี่ยแหละ ตะโกนมาจากอีกฝั่งนึงของถนนเลยนะคะ ด้า ไปทำอะไรมา ไปกินหรือไปเรียนเนี่ย ทำไมตัวอ้วนขนาดนี้ โห น้ำหนักขึ้นกี่กิโลแล้วเนี่ย ข้ามถนนมา ข้ามถนนมาเลยค่ะ เพราะว่าตอนนั้นกำลังเดินอีกฝั่งนึงกับน้องชายอยู่ ป้า ป้าสร้างแผลนะ จริง ป้าสร้างแผลนะ ผู้ใหญ่ เวลาผู้ใหญ่จะพูดอะไรอย่างนี้ ผู้ใหญ่ต้องหยุด และคิดนิดนึง จริงๆ มันสร้างแผลให้เด็กแบบ ใช่

นี่คือเค้าจำเลยนะ พี่เชื่อว่าในหัวด้าคือภาพนั้นยังชัดเจน ป้าใส่อะไรด้ายังจำได้อะ ชัดเจนมากว่าหัวมุมไหน เดินหนูอยู่ฝั่งไหน มันจำเลยอะ จำ แล้วทีนี้กลับไปแคนาดาแล้ว แล้วยังถึงได้กลายเป็นแบบ Eating Disorder ได้ ก็คือวันนั้นหนูรู้สึกบั่นทอนมากเลยนะคะ เพราะว่าน้องชายที่เป็นโรคอ้วน เหมือนแบบตบหลังหนูแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรนะ อแมนด้า พูดแล้วก็จะร้องไห้ เหมือนแบบเค้าให้กำลังใจเราอะ แล้วหนูรู้สึกว่า นี่คือคำพูดที่เค้าต้องโดนมาตลอดชีวิตเลยเหรอ ขนาดวันนี้เราโดนเข้าเองยังแบบให้กำลังใจเราเลย แล้วถ้าเป็นน้องน่าจะโดนมาตั้งแต่เด็กเลย ว่าให้ลดความอ้วน แบบอ้วนไปแล้วนะ เราก็เลยรู้สึกว่า โอเค ไม่ได้แล้วแหละ เราจะต้อง กลับไปลดความอ้วน ต้องกลับไปให้น้ำหนักเท่าเดิม ซึ่งก่อนหน้านั้น ด้าจะประมาณ ห้าสิบสอง ห้าสิบสาม พอกลับไปเนี่ย ก็เข้ายิมค่ะ เข้ายิมฟังดูดี เข้ายิมโอเค เข้ายิมๆ แต่ทีเนี้ย พอเราโฟกัสกับการลดน้ำหนัก ทุกครั้งที่ขึ้นตราชั่งเนี่ย แล้วเห็นว่าน้ำหนักมันลงเนี่ย เราจะรู้สึกว่า ดีจังเลย เรารู้สึกว่าแบบ เสพติด ฮึกเหิมๆ โอเค ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้นะ ชั้นจะลดอีก

ชั่งวันละประมาณ สามสี่เวลาเลยค่ะ หลังกินข้าวด้วย ต้องขึ้นชั่งแล้วว่า เมื่อกี้กินไปเยอะรึเปล่า ทุกมื้อ ทุกวัน ก่อนไปยิม ก่อนนอน ตื่นเช้ามา ก็คือชั่ง ชั่งทุกวัน จนรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเรากับอาหารเนี่ย มันเริ่ม เป็นพิษละ มันเป็นยังไงๆ เริ่มมองอาหารเป็นศัตรูค่ะ ทั้งๆ ที่มันคือสิ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อ นี่ ที่ตาค้างอย่างเงี้ย เพราะนี่ไม่เคยมองอาหารเป็นศัตรูเลย อาหารเป็น เพื่อนที่ดี ไม่เคยเป็นศัตรู เพื่อนแสนดี เพราะฉะนั้นหน้าพี่จ๋าจะแบบ อะไรนะ! แล้วตอนนั้นเป็นศัตรูถึงขั้นที่เราไม่ทานเลย หรือยังไง เราผลักออกเลย ถ้าทานก็จะรู้สึกผิดมาก จะเข้าห้องน้ำ ล้วงคอ ถึงขั้นล้วงคออ้วกเลย ใช่ๆ ซึ่ง จะบอกว่า เพื่อนด้าตอนนั้นหนะ มีเพื่อนที่ดีมากๆ เลยนะคะ มีรูมเมทอยู่ประมาณสามคน เค้าเห็นพฤติกรรม คนที่นู่นเค้าจะแบบ รู้เรื่องแบบโรคอะไรงี้นะคะ เค้าจะเห็นพฤติกรรมแล้ว แล้วเค้าเหมือนแบบเห็นรอยอ้วกในห้องน้ำ เค้าเห็นว่าเราแบบ พอนัดทานอาหารเย็นก็ คือไม่ไป เค้าก็เลยไปบอกรุ่นพี่ให้แบบมานั่งคุยกันแบบ เป็นเหมือนนั่งจับเข่าคุยเลย นั่งกันสามสี่ห้าคนเลยค่ะ

บอกว่า เออ เธอเป็นอะไร ต้องการความช่วยเหลือมั้ย เราเห็นพฤติกรรมเธอแปลกไปนะ แต่ตอนนั้นเราไม่ยอมรับ เราไม่อยากหาย เราก็แบบ เราอยากผอม เราอยากผอม เราก็เลยบอกว่าไม่เป็น ไม่เป็นอะไร น้ำหนักคือเท่าไหร่ละ ตอนนั้น ตอนที่คุยกันใช่มั้ยคะ ก็น่าจะกลับมาถึง เท่าเดิมนะ ประมาณ ห้าสิบสาม ห้าสิบสี่ น่าจะประมาณนั้น แต่มาอย่างเร็ว เร็ว ลดเร็วมาก แล้วมายอมรับจริงๆ หรือว่า ปรับพฤติกรรมให้กลับมาเป็นปกติได้ยังไง ถึงจุดที่หนูมองอาหารอะ แล้วน้ำตามันเริ่มไหลอะ ใช่ น้ำตาเริ่มไหล เพราะว่า อยากกินมาก แต่พอเราเป็นโรคนี้เนี่ย มันเป็น จิตสำนึกมันเหมือนเรากำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเอง เราอยากกิน แต่ความคิดในหัว กำลังบอกเราว่าห้ามกินนะ มันเป็นเหมือนแบบมี นางฟ้ากับปีศาจอะค่ะ แล้วเราไม่ได้เถียงกับใครเลย นอกจากตัวเอง แล้วมันทรมานมาก เหนื่อยมากค่ะ เหนื่อยมากในการตีกับตัวเอง จริงๆ สภาพร่างกายเป็นยังไงด้า ตอนนั้น หนักสุดก็คือเหลือสี่สิบหกค่ะ เฮ้ย ซึ่งน้ำหนักตอนนี้เนี่ย ประมาณห้าสิบเอ็ด ห้าสิบสอง

สวย กำลังดีเลย ตอนนั้นก็คือแบบ ลงไปเยอะมาก ลงไปเยอะจนคุณพ่อทักค่ะว่าแบบ ไปโรงบาลมั้ย น่าจะไม่ไหวแล้วนะ สิ่งนึงที่เปลี่ยนความคิดด้าเลยนะคะ ก็คือตอนที่กลับมาไทย มาเหมือนแบบพักร้อน แล้วก็เจอครอบครัว เจอเพื่อนที่ เหมือนให้กำลังใจเราอะค่ะ เค้าไม่ได้ตัดสินเรา ว่าเราตัวผอมเกินไปนะ แต่เค้าแค่แบบถามว่า มีไรให้ช่วยมั้ย ช่วงนี้โอเครึเปล่า แล้วด้าจำได้เลยมันมีอยู่คืนนึง กลับไปที่ห้อง แล้วก็เหมือนแบบ นอนร้องไห้คนเดียวอะ แล้วเราก็คิดว่า ทำไมคนรอบข้างเรา รักเรามากขนาดนี้ แล้วทำไมเราไม่รักตัวเองเลยอะ มันเป็นการเดินทางและการต่อสู้ที่ไม่ง่าย ที่เราจะก้าวข้ามจาก Eating Disorder กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติเนี่ย ผ่านมาได้ยังไง มันยากมั้ย มันมีวันที่เราแบบ ไม่ไหวแล้ว ยาก ยากมากค่ะ อันดับแรกก็คือเราต้องยอมรับก่อน ว่าเราเป็นนะ อ๋อใช่ เพราะว่าก่อนหน้านี้คนอื่น เวลาใครมาถามก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรๆ คนอยากจะช่วยเหลือเรามากแค่ไหน ถ้าเราไม่อยากช่วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถช่วยได้ พอเราปรับความคิด เออ ด้าเป็นนะ อยากหาย ทีนี้เส้นทางมันไม่ง่ายเลย ไม่ใช่ว่าตื่นเช้าขึ้นมาแล้วแบบ ทีนี้เส้นทางมันไม่ง่ายเลย ไม่ใช่ว่าตื่นเช้าขึ้นมาแล้วแบบ โลกสดใส

กินข้าวกันเถอะ ไม่ใช่ มันกินไม่ได้ มันคือการต่อสู้กับตัวเองอีกครั้งนึง เหมือนทุกครั้งที่โอเค ตื่นเช้ามาจะกินอาหารใช่มั้ยคะ ตักมาคำนึง พอเราเข้าปาก แล้วเราเคี้ยว เหมือนต้องสะกดจิตตัวเองว่า อแมนด้า เธอกินได้ ไม่เป็นไรอแมนด้าเธอกลืนได้ กลืนได้ เป็นอย่างงี้อยู่นานมาก ใช้เวลาเป็นปีนะคะกว่าจะหาย มันไม่ใช่ว่าแบบ หายไปเลย มันมีจุดที่แบบ ไม่เอาแล้ว อยากกลับไปผอม มีค่ะ มีอยู่แล้ว ขนาดตอนนี้ จะบอกว่าคนที่เคยเป็นโรคอะไรแบบเนี้ย มันไม่มีวันหายไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย จะต้องแบบตระหนักรู้ในตนเอง จะต้องแบบ เราต้องทำให้แน่ใจว่าคนรอบๆข้างเรารู้นะว่าเราเคยเป็น อย่าทักนะ ถ้าทักก็บอกว่าแบบ มันมีวิธีพูดอะ เข้าใจๆ คือเนี่ย ทำให้คนที่เคยทักในตอนที่น้องประกวดอะ ต้องกลับมาตั้งสติกันใหม่เนอะ ว่าเราไม่รู้เลยอะ ว่าเวลาที่เราคอมเมนต์อะไรอะ คนอื่นเค้ามีการต่อสู้อะไรมาบ้าง ใช่ค่ะ ถึงบอกว่า โอ๊ย ก็พูดเล่น ถาม ไม่ได้คิดอะไร ก็มาประกวดก็ต้องให้ติได้สิ เออ อะไรอย่างเงี้ย คือ เอาแค่ไม่ต้องอะไรเลย จ๋าพูดจริงๆ เราใจดีกว่านี้ได้ แค่บอกตัวเองว่าเราใจดีกับตัวเองและคนอื่นได้มากกว่านี้

เพราะฉะนั้นถ้าทำได้ ทำเถอะ มาที่ อยากถามน้องถึง Have you listened? คือด้วยความที่ เรารับมือกับสภาพสุขภาพจิตใจของเรามา Have you listened? ทำอะไร และมันเกิดขึ้นได้ยังไง มันเกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ของด้าเอง ก็คือตอนที่เป็น Eating Disorder นี่แหละค่ะ แล้วมันมีอยู่ช่วงนึงที่เรารู้สึกว่าอยากขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครเข้าใจเราเลย กับปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทำไมไม่มีใครฟังเราเลย เสียงเราไม่ดังพอเหรอ เรากำลังต้องการความช่วยเหลือนะ ก็เลยรู้สึกว่าตอนนั้นเนี่ยไม่มีใครฟังเลย มันมีอยู่ช่วงนึงนะคะที่อยากจะดีขึ้น แต่ไม่มีใครฟัง เราก็เลยคิดว่า เออไม่เป็นไร ไม่ดีขึ้นก็ได้ ก็เลยทำแคมเปญนี้ขึ้นมา Have you listened? วันนี้คุณรับฟังแล้วรึยัง เพราะว่าการรับฟังจริงๆแล้วเนี่ย มันสำคัญมากเลยนะคะ การได้ยิน กับการรับฟัง มันไม่เหมือนกัน ใช่ บางคนอาจจะเรียกร้องขอความช่วยเหลืออยู่ เราได้ยินแต่เราก็ เออ โอเค สู้ๆนะ สู้ๆนะ มันก็ไม่ได้นะคะ ถ้าพูดกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตเนี่ย เค้าจะรู้สึกว่า ชั้นสู้อยู่นะ ชั้นยังสู้ไม่พออีกเหรอ ใช่ๆ

แล้วด้าก็พูด มีในข้อมูลอันนึง น่าสนใจมาก คือการฟังเพื่อตอบโต้ หลายคนฟัง ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ แต่หลายคนฟังเพื่อที่จะตอบโต้กลับไปยังไงมากกว่าใช่มั้ย ใช่ค่ะ จริงๆเวลาคนที่กำลังเรียกร้องขอความช่วยเหลือ หรือว่ามาปรึกษาเราเนี่ย เค้าไม่ได้ต้องการคำแนะนำก็ได้ เพราะว่าคนที่เข้าใจปัญหาเค้ามากที่สุด คือตัวเค้าเอง แล้วบางทีเนี่ย เวลามีเพื่อนมาปรึกษาเรา เราก็จะบอก เนี่ย ก็ทำอย่างนี้สิ ง่ายจะตาย ปัญหาเล็กแค่นี้ บางทีเค้าต้องการคนที่รับฟังเค้าด้วย ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ รับฟัง แล้วก็มองตาเค้า ให้เค้ารู้ว่าเราฟังอยู่นะ ทีเนี้ย แน่นอน นอกเหนือจากเรื่องของภาพลักษณ์ เรื่องของความสูงเท่าไหร่ น้ำหนักเท่าไหร่ อะไรยังไง มันจะมีไปใหญ่กว่านั้นอีก ว่า เป็นนางงามไม่เห็นจะยากไรเลย อยากจะบอกคุณพี่มาลองซักหนึ่งครั้งมั้ยคะ เห็นความยาก มันไม่ใช่แค่เดิน มันเยอะมากเลยนะคะ เบื้องลึกเบื้องหลังตอนแรกหนูก็มองอย่างงั้น อุ๊ย นางงาม ก็แค่เดินขึ้นเวทีสวยๆ ใส่ชุดราตรี พอไปเดินจริงๆ ชุดราตรีเดินยากเนอะ ส้นสูงสูงเนอะ เวทีลื่นเนอะ เวทีลื่นเนอะ ต้องมาตอบคำถามอีก มันมีเยอะกว่านั้นเยอะมากๆเลยค่ะ เพราะว่าการเป็นนางงามเราต้องสามารถ สร้างแรงบันดาลใจคนอื่นได้ มีพลัง

เราต้องแบบภาพรวมอะ มันไม่ใช่แค่เรื่องการเดิน แต่ว่ามันคือความคิด ทัศนคติทุกอย่างเลยค่ะ ทีเนี้ย มันก็จะมีคนมองไง สมัยก่อน หรือ หรือว่ารวมถึงสมัยนี้ก็ตาม ที่มองว่า เฮ้ย การประกวดนางงามอะ เราไปส่งเสริมให้คนยังคงเชิดชูมาตรฐานแบบนึงอยู่รึเปล่า ยังแบบขีดเส้นมาตรฐานความงามให้สังคม ด้ามองอย่างงี้ยังไงบ้าง ก็จะโลกสวยไปนะคะ ถ้าจะบอกว่าไม่มี มาตรฐานความงามเลย มันมีอยู่แล้วค่ะมาตรฐานความงาม แต่ว่า ก็ยังดีที่เราเห็นว่า ในสังคมปัจจุบันนี้เนี่ย มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการประกวด Miss Universe เองก็ตาม จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงที่ถูกเลือกให้เป็น Miss Universe เนี่ย เค้าไม่ได้มีแค่ รูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม แต่เค้าสามารถ เค้าคือผู้หญิงที่เวลาเค้าพูดแล้วเนี่ย คนทั้งฮอลล์ต้องหยุด แล้วก็ฟังเค้า เค้าสามารถ สร้างแรงบันดาลใจคนอื่นได้ แล้วก็จะเห็นได้นะคะว่า คือมันไม่ได้มี มาตรฐาน แบบ จะต้องผิวขาว ผมยาว ตัวเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว ผิวแทนก็คือสวยเหมือนกัน ผมสั้นก็สวย มีปีด้าก็มีผู้หญิงผมสั้นมาประกวด คือตอนนี้เนี่ย มันเต็มไปด้วยความหลากหลาย และมีอีกหลายประเทศ ที่เค้าสามารถให้ผู้หญิงข้ามเพศมาประกวดได้ด้วย

บนเวที Miss Universe เราก็จะเห็นได้ถึง ความหลากหลาย ความแตกต่าง ซึ่ง ด้ามองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยค่ะ จ๋าว่ามันก็คือหนึ่งการแข่งขัน เหมือนนักกีฬา คุณก็คือคนที่เก่งที่สุด ในนักกีฬานั้น เวทีนางงามคุณก็คือคนที่ เก่งแล้วก็ฝึกตัวเองมาในสิ่งนี้ คืออยากให้มองอย่างที่พี่จ๋าบอกอะ มันเหมือนเป็นการแข่งขันที่หาคนที่ดีที่สุด ใช่ ในทุกๆด้าน พร้อมที่สุด ที่จะเป็นตัวแทนประเทศ ใช่ ทีนี้ มันมีอีกแหละ คือเค้าบอกว่า โอเคนอกเหนือจากมีมาตรฐานความงามแล้ว มองยังไง กับคำถัดมา ก็คือ สิทธิของคนสวย สิทธิ์ก็คือการที่ เราเป็นคนสวย เราเป็นคนดูดี เรามักจะได้อะไรที่ดีกว่าคนอื่น อาทิ เป็นคนสวยทำอะไรก็ไม่ผิด พูดอะไรมาก็โอเค มีคนฟังแหละ ถ้าเกิดหน้าตาไม่ดี จะมีใครสนใจมั้ย อะไรอย่างเงี้ย ด้ามองเรื่องนี้ยังไงบ้าง มันมีอยู่แล้วค่ะ สิทธิของคนสวยเราก็โลกสวยไม่ได้เลย ใช่ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ ซึ่ง ก็เห็นได้ว่าตอนนี้เนี่ย หลายๆคนก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ เราก็ต้องรณรงค์ต่อไป แล้วสำหรับคนที่ได้ สิทธิของคนสวย ก็อยากจะให้เอาไปใช้ในทิศทางที่ดี กลับคืนมาในสังคมก็แล้วกัน

เนี่ย มงมั้ยหละ มันยากนะเธอ นี่เป็นคำตอบที่ดีมากจริงๆ โมเมมองว่ายังไง ถามโมเม มันไม่มี ไม่ได้หรอก เพราะขนาดเราเองอะ คือเรามองสิ่งที่สวยงามก่อนสิ่งที่ไม่สวยงามเสมอ ถูกมั้ยพี่ คือเวลาเรามองใคร มองของ มองคน มอง รวมถึงแบบ มองสัตว์เลี้ยงอะ มันมีมาตรฐานในหัวของแต่ละคนอยู่แล้วว่า เราชอบแบบนี้ เราอยากเข้าใกล้คนหน้าตาแบบนี้ ของแบบนี้ สัตว์เลี้ยงหน้าตาแบบนี้ แต่แค่ว่า เราเอามันไปใช้แบบที่เราบ้าอำนาจกับมันรึเปล่า ใช่ ถ้าเรามองมันแบบ โอเค ชั้นชอบแบบนี้นะ แต่ มันยังมีอย่างอื่นด้วย ที่ดีเหมือนกัน มันก็โอเค จ๋าว่าสิทธิ์มันมาในทุกรูปแบบอะ ไม่ใช่แค่ ความสวยหรอก แล้วสำคัญอย่างนึงคือความสวยนะ มันมีคำพูดอยู่ว่า Beauty lies in the eyes of the beholder เพราะฉะนั้น มันไม่ได้แปลว่าคนนี้สวย จะสวยในสายตาของทุกคน แต่ละคนก็มีความสวยงามแตกต่างกันไปอะ

เหมือนกับ Miss Universe ไงคะ เวลาประกวด Miss Universe ไปเนี่ยจะเห็นว่า ผู้หญิงจากแต่ละประเทศหน้าตาไม่เหมือนกันเลย ใช่ แต่เค้าคือคนที่สวยที่สุด ณ ปีนั้น ใช่ เพราะฉะนั้น คำว่าสวย มันมีความแตกต่างเยอะมากๆค่ะ เรื่องหนักหมดแล้วแม่ เรื่องหนักหมดแล้ว ทุกคนเคลียร์ ยืดกล้ามเนื้อค่ะ ยืดกล้ามเนื้อ ช่วงนี้เรียกว่าช่วง Fun Fact ค่ะ พี่จ๋าคะ ไปค่ะ ข้อแรกค่ะ Fun Fact ค่ะ หนู หนูเต้นไม่ได้ แต่ว่าล่าสุดโฆษณาเค้าเต้นนะ พี่ อันนั้นหนะ มันก็งานมันบังคับมั้ยหละ ไม่ แต่ว่าหนูชอบบอกว่า หนูร้องเพลงไม่เป็นนะคะ แล้วก็เต้นไม่เป็น แต่งานที่ได้เนี่ย หนูได้ไปออกไปร้องไปเต้นเฉยเลย ได้ไปเต้น ระหว่างด้า กับพี่เอ ศุภชัย ใครเต้นเก่งกว่ากัน แตะๆๆ หมุนๆๆ แตะๆๆ หมุนๆๆ

ระหว่างด้า กับพี่เอ ศุภชัย ใครเต้นเก่งกว่ากัน พี่เอค่ะ คุณพระช่วย เพราะพี่เอเรียนเก่งมาก Hashtag เงือกด้า มาจากไหน เอะอะหางงอก เอะอะหางงอก เป็นเงือกค่ะ เป็นเงือกเหรอ สายตาจริงจัง เป็นเงือกค่ะ เป็นคนชอบดูดิสนี่ย์ตอนเด็กๆ มีความเพ้อฝัน เอาส้อมมาหวีผม แล้วก็ เราชอบร้องเพลง ดูแอเรียลก็คือดูได้แบบวันละหลายรอบมาก แล้วเวลาเราว่ายน้ำอะ เราขาติดกันปะ รอบหน้า อาจจะต้องให้พี่จ๋ามาเป็นเงือกด้วยกันนะคะ มีความฝัน เค้าอยากเป็นมาก เค้ายังคง พี่ไม่ได้อยากเป็น พี่เป็นเงือก พี่ น้องเป็นเงือก พี่อะอยากเป็นเงือก โอเคปะ ด้า หลังก็คือ เจอด้าในติ๊กต่อก คือเน้นสวยแล้วตลกด้วยแม่ ตลก แล้วก็คำถามในแฟนคลับใน IG ก็คือ ดี งั้นวันนี้เราก็จะมีคำถามมาให้ด้า ปลาหมึก เวลาหมึกหมด เติมยังไง เติมในก้น มั้ยคะ ไม่ มันอยู่ที่ความมั่นใจจริงๆเว้ย เติมในก้นมั้ยคะ แล้วมีการแบบ

ตกลงเราใช้คำว่า ลงเรือ หรือ ขึ้นเรือ ขึ้นเรือค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวลงเรือเดี๋ยวจมน้ำค่ะ งงตัวเอง ตอบมั่วมากเลยอะ หวีผม ถ้าคนอื่นเอาไปใช้ มันยังเป็นของผมอยู่มั้ย หวีผมอะครับพี่ เฮ้อ ใครเป็นคนถามคะ ด้าบอกว่า หนูขอกลับเข้าชุดซีเรียสก่อนหน้านี้ได้มั้ยคะพี่ หนูเหนื่อย คือแสดงว่าตอนเนี้ย กลายเป็นว่า คนที่เจอด้าในโซเชียลมีเดีย ก็จะหาคำถามเหล่านี้มาเล่นกับด้าถูกมั้ย ใช่ค่ะ แล้วก็แบบคำถามมา เราก็จะตอบกลับด้วยวีดิโอแบบ เฮ้อ เคยมีคนอยากให้พี่รีวิวด้าด้วย จริงเหรอคะ พี่จ๋า ช่วยรีวิวอแมนด้า อะ ชั้นจะรีวิว อแมนด้าให้ฟัง หลังที่ได้ทำงานกับด้าแล้วอะ พี่บอกเลยว่าพี่ไม่แปลกใจเลยเว้ย ว่าทำไมเค้าถึงไปถึงแบบเวทีนั้นได้ สิ่งที่พี่แปลกใจคือทำไมเค้าไม่ได้มงเลยอะ จริงๆ แต่มันคือปัจจัยภายนอกทั้งหมด แต่ด้าเป็นคนที่แบบ เค้าพร้อมเสมอ นี่คือคนที่เวลาเราบอกว่าเราอยากเป็นอะไรอะ แล้วเค้าเตรียมตัวเอง ไว้รอเมื่อโอกาสมา เค้าพร้อม นึกออกมั้ย แล้วเมื่อแบบ เวลาเล่นละครอะ วันที่มาแคส วันแรกเลยอะ กับวันนี้ ที่เค้าเข้าฉากอะ คนละคนเลยนะ เค้าจะได้ยินสิ่งที่ พี่ว่าด้าเป็นคนฟังในสิ่งที่คนไม่ได้พูด

จะไปแอบพัฒนาตัวเอง โดยที่ไม่ต้องให้เรารู้เลย เค้าจะเป็นคนที่แบบ กับทุกคนอะ เค้าจะมีมารยาทกับทุกคน นิ่งๆ รับฟัง แต่เค้าจะไปพัฒนาตัวเองมาเงียบๆ แล้วอยู่ดีๆ วันนึงอะ พี่เหมี่ยวบอกว่า ด้ามันไปเรียนไรมาแน่นอน ไปทำไรมา ดีมาก มันดีมาก คือแบบ เค้าเป็นคนที่ เมื่อเค้าตั้งใจจะทำไรแล้ว ไม่มีใครว่าเค้าได้เลยอะ สุดยอด นี่ไม่ใช่ธรรมดานะจริงๆ ปรบมือให้การรีวิวค่ะ ขอบคุณนะคะ เป็นการรีวิวจบในหกสิบวิที่ดีมาก อันนี้จริงมั้ย คือเอาจริงๆแล้ว เราเป็นคนที่เก็บรายละเอียด แล้วเอากลับไปสู้เงียบๆ ใช่ค่ะ คิดว่าเหมือนเมื่อกี้ที่แบบว่าการรับฟังอะค่ะ การรับฟังอย่างเดียวมันไม่ใช่แค่เวลาคนพูด แต่มันจะมีสายตา หรือว่าคอมเมนต์ต่างๆ เราสามารถเก็บมาพัฒนาได้ แล้วหนูไม่ชอบเป็นคนที่เหมือนแบบ คุยโม้อะค่ะ โอ้อวดอะไร หนูไม่ชอบเลย หนูจะทำให้ดู อย่างที่บอกไป เหมือนตอนไปประกวดเหมือนกัน โอเค ไม่ชอบไม่เป็นไรเดี๋ยวจะทำให้ดู ถ้าอย่างนั้น มีคำแนะนำ พี่ว่ารู้สึกว่า ตั้งแต่เราทำรายการกันมา เราจะมีคำถามว่า หนูไม่มั่นใจเลยค่ะ หนูแบบ ไม่รู้ตัวเองว่าดีพอมั้ย หนูต้องทำตัวยังไง ไรเงี้ย ด้ามีคำแนะนำสำหรับน้องๆที่ อาจจะยังแบบ

เค้ายังไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ หรือยังรู้สึกเคอะเขิน มีคำแนะนำยังไงบ้าง จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องผิด ที่เราจะรู้สึกอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกกับทุกๆคนเลยก็คือ อย่าด้อยค่าตัวเอง แล้วก็จะบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยนะคะก็คือ เสียงในหัว เสียงในหัวเราสำคัญมาก เพราะว่าการโดนวิจารณ์จากคนอื่นเนี่ย มันไม่หนักเท่ากับเวลาเราวิจารณ์ตัวเอง แทนที่จะบอกว่า ทำได้แค่นี้เหรอ ทำไมเธอไม่เก่งเลย อยากจะให้ปรับนะคะ เปลี่ยนเป็นคำพูด ที่พูดกับตัวเองนะคะ แค่นี้ก็เก่งแล้ว ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่ เราสู้ใหม่พรุ่งนี้ แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำพูดในหัวนะคะ เปลี่ยนทุกวัน วันละนิด วันละหน่อยเนี่ย ซักวันนึงนะ เราจะมีความมั่นใจ ที่มันมาจากข้างในจริงๆ และเราเองเนี่ยแหละที่จะเป็นคนชมตัวเองว่า เออ เธอเก่ง ก็ จริงๆแล้วเนี่ย เท่าที่ดูแล้วเนี่ย เหมาะจะตอบคำถามหนักไปเรื่อยๆเลยนะ ว่าไป แต่หนูสนุกสนานได้นะแม่ ฝากผลงานค่ะ ฝากละครผู้จัดที่นั่งแถวนี้ก็ได้ค่ะ จริงๆต้องขอบคุณพี่จ๋านะคะ ฝากละคร มาตาลดาด้วยนะคะ เป็นนางเอกของเรา ฝาก อรุณรัศมี ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ ตื่นเต้นมากเลย ยังไงก็ติดตามกัน ปรบมือให้อแมนด้า ขอบคุณค่ะ ก็ติดตามน้องกันไปนะคะ ทุกช่องทางเนอะ ก็ขอบคุณด้ามากๆนะคะที่วันนี้มาตอบคำถามหนักๆเหมือนจะประกวดอีกครั้ง

ในรายการของเรานะคะ แล้วก็อย่าลืม Like Subscribe สตรีมีคลาสนะคะ แล้วเดี๋ยวเราเจอกันใหม่ ขอบคุณด้านะคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะคุณผู้ชม สวัสดีค่ะ

ปรบมือต้อนรับ “น้องด้า อแมนด้า” กันค่าาา
ดูจบแล้วรู้เลย ทำไมมงต้องลง เอ้อ ดีอ่ะ

สนใจติดต่อโฆษณา และทำวิดีโอ YouTube
โทร : 06-3220-4641 คุณเหมย
Email : streemeclass@anymindgroup.com
Powered by AnyMind Group