24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นอีกห้วงเวลาของความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งของประเทศไทย เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวงเสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระบรมศพลงสู่พระหีบ และประดิษฐานหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดล ประกอบ “พระโกศทองใหญ่” ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือพระเศวตฉัตร 9 ชั้น เครื่องสูงที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ที่พระราชทานแด่พระราชมารดา แวดล้อมด้วยเครื่องสูง หักทองขวางมีชุมสาย ฉัตร 5 ชั้น บังแทรก และต้นไม้ทองเงิน
พระโกศ เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสร้างขึ้นด้วยวัสดุมีค่าและฝีมือช่างที่ประณีต ใช้สําหรับประดิษฐานพระบรมศพหรือพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงการพระราชทานโกศให้แก่ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์
ไม่แน่ชัดว่า “โกศ”มีที่มาอย่างไร เพราะแม้ที่มาของคำว่า “โกศ”จะมาจากภาษาสันสกฤตของอินเดีย แปลว่า “เครื่องหุ้มหรือครอบ” แต่กลับไม่พบการใช้โกศในการบรรจุศพในอินเดียเลย
ดินแดนในอุษาคเนย์พบแหล่งฝังศพมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก ศพของผู้นำชุมชนเหล่านี้จะถูกวางนอนในลักษณะตะแคงงอเข่า หรือนอนหงายเหยียดยาว โดยมีข้าวของเครื่องใช้ที่มอบอุทิศให้กับผู้ตาย มากน้อยตามแต่สถานะของบุคคล
นอกจากการฝังศพด้วยการนอนราบเหยียดยาวในหลุมศพแล้ว บางแหล่งโบราณคดียังพบการฝังศพไว้ในภาชนะดินเผาหรือ “หม้อ” ขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดเราเรียกว่า “การฝังศพครั้งที่ 1”
ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ยังมีวัฒนธรรมการเก็บกระดูกหรือเถ้ากระดูกจากการฝังครั้งแรกมาใส่ในภาชนะ แล้วฝังอีกครั้ง เรียกว่า “การฝังครั้งที่ 2”
จากหลักฐานต่าง ๆ มากมาย ทำให้เราอาจต้องหันกลับมาทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับ “โกศ” ใหม่อีกครั้ง ว่าแท้จริงแล้ว “โกศ” อาจมีต้นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้มาไกลจากอินเดียอย่างที่เคยเข้าใจ
Source