ไทยและมาเลเซียเริ่มเปิดการเจรจากันครั้งแรกเกี่ยวกับปัญหาปากแม่น้ำโกลก รวมทั้งทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปครั้งแรกในเดือนกันยายน 2515
การเจรจาการลากเส้นเขตแดนระหว่างไทย และมาเลเซียทำได้เพียง 12 ไมล์ทะเลในทะเลอาณาเขต และอีก 24 ไมล์ทะเลในเขตไหล่ทวีป แต่ต้องสะดุดหยุดลง เมื่อมาถึงบริเวณที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากมีเกาะโลซินที่ไทยใช้เป็นจุดอ้างอิงเส้นฐานตรง เพื่อกำหนดอาณาเขตทางทะเลออกไป
แต่สำหรับฝ่ายมาเลเซียแล้ว กลับไม่เห็นด้วยกับไทยที่ประกาศใช้เกาะโลซินเป็นเส้นฐานตรง และยังยืนยันที่จะจัดทำเส้นเขตแดนทางทะเลต่อไปโดยไม่ให้ความสำคัญกับเกาะโลซิน
เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการกำหนดเขตไหล่ทวีประหว่างกันได้ ทั้งไทยและมาเลเซียต่างฝ่ายต่างประกาศเขตทางทะเลของตนเอง จนทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิพื้นที่เหลื่อมล้ำคล้ายรูปสามเหลี่ยมมากถึง 7,250 ตารางกิโลเมตร
แม้ไทยและมาเลเซียต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในการครอบครองเขตไหล่ทวีปของตนในอ่าวไทย แต่ทั้งสองประเทศก็ยินดีที่จะยุติปัญหานี้ไว้ก่อน นั่นเพราะมองเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรปิโตรเลียมอันมีค่า
รัฐบาลไทยและมาเลเซียเริ่มการเจรจาอีกครั้งในปี พ.ศ.2519 และอีก 2 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2522 ที่ จ.เชียงใหม่ รัฐบาลทั้งสองได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จัดตั้งหน่วยงานร่วมเพื่อการสำรวจและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรใต้พื้นทะเลในพื้นที่การอ้างสิทธิ์ และเรียกพื้นที่ทับซ้อนนี้ใหม่ว่า “พื้นที่พัฒนาร่วมมาเลเซีย-ไทย หรือ MTJA (Malaysia – Thailand Joint Development Area) โดยมีระยะเวลาของความร่วมมือ 50 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดในปี 2572
ไทยและมาเลเซียเริ่มกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในปี พ.ศ.2548 นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเพื่อส่งไปยังประเทศไทยและมาเลเซียคนละครึ่ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ
ที่สำคัญที่สุดนี่คือแบบอย่างของการแก้ไขปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ทั้งสองประเทศได้เปลี่ยนพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาโอกาสร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม
Source